ต้นเหตุของความอ่อนแอของอุดมศึกษาประการหนึ่งมาจากระบบการเงินของอุดมศึกษาที่ล้าสมัย
เมื่อปี พ.ศ.2548 เมื่อกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏเริ่มเข้ามารวมอยู่ในสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
เราพบความแตกต่างของงบประมาณที่รัฐจัดให้มหาวิทยาลัยแบบฟ้ากับดิน
มหาวิทยาลัยที่ได้งบประมาณน้อยที่สุดได้น้อยกว่า 50 ล้านบาท ในขณะที่มหาวิทยาลัยที่ได้มากที่สุด ได้เกิน 5,000 ล้านบาท เราอาจพออธิบายได้ว่า เพราะมหาวิทยาลัยเหล่านี้มีขนาด
และภาระหน้าที่ต่างกัน จึงได้งบประมาณต่างกัน ซึ่งก็พอฟังได้ แต่แท้ที่จริงแล้ว
เราไม่มีระบบการวิเคราะห์งบประมาณที่เหมาะสมที่จะส่งผลต่อการพัฒนามหาวิทยาลัยตามศักยภาพ
การได้มาซึ่งงบประมาณเป็นการที่แต่ละมหาวิทยาลัยติดต่อประสานตรงกับสำนักงบประมาณ
การเพิ่มของงบประมาณแต่ละปีอยู่บนฐานของตัวเลขในปีที่ผ่านๆ มา นอกจากนั้น
เรายังมีระบบการจัดเก็บค่าเล่าเรียนที่ไม่ได้มีหลักการใดๆ เป็นพื้นฐาน
มหาวิทยาลัยอยากจะเก็บเท่าไรก็อยู่บนความรู้สึก
และดูจากตัวอย่างของมหาวิทยาลัยข้างเคียง
ยังพบว่ามีความต่างกันมากระหว่างมหาวิทยาลัยของรัฐ และของเอกชน
ภาระที่ตกต่อผู้เรียนจึงไม่เป็นธรรม
เด็กที่เรียนดีที่มักจะมาจากครอบครัวที่พอมีอันจะกิน หรือร่ำรวย
มีโอกาสเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐชั้นดีได้มากกว่า ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายต่ำกว่า
ในขณะที่เด็กเรียนไม่ค่อยดี ซึ่งมักจะมาจากครอบครัวที่ด้อยทางฐานะ
มักต้องพึ่งมหาวิทยาลัยเอกชนที่เก็บค่าใช้จ่ายสูงกว่า
หรือต้องไปเรียนในโครงการพิเศษในมหาวิทยาลัยของรัฐที่เก็บค่าเล่าเรียนสูงกว่าโครงการปกติโดยหาเหตุผลอธิบายได้ไม่ชัดเจน
เรามีกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ยังตอบสนองความต้องการไม่ได้ทั้งหมด
และมีระบบการจัดเก็บหนี้ที่ด้อยประสิทธิภาพ
ภายใต้ข้อจำกัดของงบประมาณและเงื่อนไขเหล่านี้
หากเรายังปล่อยระบบการเงินของอุดมศึกษา
(และอาจรวมถึงอาชีวศึกษาด้วย) ยังเป็นอยู่เช่นนี้
การศึกษาของเราก็จะอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่เหมาะสม
และไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นปัจจัยที่เหนี่ยวรั้งการพัฒนา
ในประเทศที่อุดมศึกษาเจริญทั้งหลาย
มักจะมีองค์กรอิสระสำหรับการจัดการการเงินของอุดมศึกษา
ซึ่งเป็นตัวกลางระหว่างรัฐบาล และสถาบันอุดมศึกษา
และมีหลักการการจัดสรรงบประมาณที่สอดคล้องกับภารกิจ คุณภาพ และผลผลิต
ของระบบอุดมศึกษาในภาพรวม และของสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่ง
อ้างอิง : http://www.charuaypontorranin.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538672107
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น